🚑 เราได้รับเกียรติจาก ER รพ ธรรมศาสตร์ ให้ไปสอนทีม ER ประกอบด้วยแพทย์​ Resident พยาบาล พาราเมดิก โดยวันแรกจะเป็น Wilderness Medicine ส่วนวันที่สองจะเป็น Rope Rescue Access & Extraction

🌳 โดยปกติ คอร์ส Wilderness Advanced Life Support (WALS) สำหรับ AEMT, Paramedic, RN, NP, PA, Physician ที่อเมริกาเรียนกันอย่างน้อย 9 วัน หรือในระดับคอร์ส Wilderness First Responder (WFR) เรียน onsite กันอย่างน้อย 9 วัน 80+ ชม การที่เรามีเวลาเพียง 8 ชั่วโมง จะทำยังไงให้บุคลากรทีมนี้ได้ประโยชน์จากข้อมูลชุด Wilderness EMS มากที่สุด ? คิดว่าควรเน้นที่หน้างานเพื่อที่พวกเขาจะสามารถนำความรู้ไปใช้ในการปฏิบัติงานได้จริง ดังนั้น แนวคิด Concept ของ Wilderness EMS เป็นสิ่งที่สำคัญ

💥 Wilderness EMS ไม่เท่ากับ Urban/Prehospital EMS 💥

ถ้าทำแบบเดียวกัน ดูแลแบบเดียวกับใน Pre-Hos ปกติ

อาจเป็นอันตรายกับทั้งผู้ป่วยและทีม 🆘

เช่น ถ้าไหล่หลุด โดยปกติเราจะดามแล้วนำส่งโรงพยาบาล แต่ในเชิง Wilderness เพราะระยะเวลาไปรพ คือ 8 ชั่วโมง ปล่อยไว้แบบนั้นจะเกิดปัญหา “complication” ตามมา neurovascular compromise, muscle spasm ทำให้ดึงยากกว่าเดิม, avascular necrosis, cartilage damage และ pain ดังนั้นใน Wilderness Responder Class ก็จะมีสอนเรื่อง Joint Reduction และมีคู่มือให้ด้วย

เช่น ใน Trauma High mechanism โดยส่วนใหญ่จะ on cervical collar + long spinal board + full immobilization และนำส่งโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด “Platinum 10” แต่ใน Wilderness การทำแบบนั้นคือให้คนไข้ถูกมัด + ยึดตรึงในท่าเดิม 10 ชั่วโมงบน spinal board แข็งๆ ทำให้เสี่ยงต่อ pain, anxiety, pressure sore, increased ICP, hypothermia, respiratory compromise และเปลี่ยน evacuation mode เป็น carry ที่กินเวลานานมากๆ ดังนั้นใน wilderness จะต้องประเมินคนไข้อย่างละเอียด ทำ Focused Spine Assessment พิจารณาความจำเป็นของ Spinal Protection Intervention (มีหรือไม่มี spine injury หรือ spinal cord injury) โดยผลลัพธ์อาจเป็นการเดินออกด้วยตัวเอง หรือใส่ Soft Collar +/- Vacuum Mattress ก็ได้ (ห้ามและไม่แนะนำ hard collar & spinal board) ทั้งนี้ ไม่ใช่ว่าเรากำลัง under-standard และ do harm ผู้ป่วย แต่จาก Clinical Practice Guideline ตั้งแต่ 2014 การตัดสินใจที่จะทำแบบนั้นใน Wilderness Context กลับ Do harm กับผู้ป่วย (และผู้ช่วยเหลือที่มี risk accident สูงกว่ามาก + complicate rescue) มากกว่าเดิมอีก และมีงานวิจัยรองรับว่าการเดินออกเองก็ปลอดภัย

🌦️ นิยามของ Wilderness คืออะไรใดๆ ก็ตามที่มากกว่า 1 ชั่วโมงจากโรงพยาบาล เพราะฉะนั้น ทั้งการเข้าถึงและการนำออกจะล่าช้าอย่างแน่นอน บางภารกิจกินเวลา 4-8 ชั่วโมงด้วยซ้ำ แนวคิดของ Urban/Pre-Hos EMS ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าการนำส่งเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว มีทรัพยากรมาก และมี system backup แต่หากนำ Protocol แบบเดียวกันมาทำใน Wilderness อาจทำให้เกิดอันตรายโดยที่เราไม่รู้ตัว ทั้งกับผู้ป่วย และกับเราหรือทีมด้วยซ้ำ การตัดสินใจที่ดีในพื้นที่ทุรกันดาร ต้องเข้าใจและพิจารณาบริบทให้ครบถ้วน ทั้งสภาพแวดล้อม พื้นที่ การเดินทาง ความล่าช้า ทรัพยากรของและคนที่มีจำกัด ศักยภาพของทีม ความต้องการของ technical rescue ความปลอดภัยของทีม evacuation option + logistics เรียกว่า Context คือสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้

❤️ ถ้าบุคลากรต้องออกไปปฏิบัติการเป็น Wilderness EMS พวกเขาต้องเข้าใจหัวข้ออื่นที่สำคัญกว่าการแพทย์ด้วยซ้ำ ทั้ง Expedition mindset, Limited Resource, Physical Capability และ Technical Skill ดังนั้น KEY คือ

1. ต้องเข้าใจบริบท (context) เพื่อให้การตัดสินใจทางการแพทย์ไม่ DO HARM ผู้ป่วยและทีม

2. ต้องมีชุดข้อมูลว่า Wilderness Protocol + Prolonged Field Care สามารถทำอะไรได้มากกว่าปกติอย่างไรบ้าง (MARCHPAWS)

🪢 ในส่วนของวันที่ 2 บ่อยครั้งที่ใน Wilderness ปัญหาคือการเข้าถึงและการนำออก (Access & Extrication Issue) ซึ่งถ้าเข้าไม่ได้ก็เริ่มรักษาไม่ได้ ในขณะเดียวกัน ถ้าออกไม่ได้ ก็ไป Definitive care ไม่ได้ โดยปกติคอร์ส Rope Rescue Operator สำหรับคนที่มีพื้นฐานอยู่แล้วจะเรียนกัน 30 ชั่วโมง ถ้าไม่มีพื้นฐานเลยยิ่งต้องใช้เวลานานกว่านั้นอีก เรารู้ดีว่าเนื้อหาข้อมูลทั้งหมดไม่สามารถอัดรวมกันใน 1 วัน และเราก็ไม่ได้ต้องการให้พวกเขาเป็น rope operator ในคอร์สนี้ด้วย แต่ในทางปฏิบัติ หน้างานพวกเขาอาจมีความจำเป็นที่จะต้องเข้าไปใน Scene (เช่น คนไข้ถูกไฟดูด cardiac arrest อยู่บนนั่งร้าน หรืออยู่บนแทงค์เก็บน้ำบนดาดฟ้า หรือต้องช่วย pack ผู้ป่วย on ETT หนัก 120 กิโลกรัมที่ต้องถูกเคลื่อนย้ายด้วยระบบเชือกบนตึก 5 ชั้นที่บันไดแคบและไม่มีลิฟท์) การที่ทีมแพทย์จะไปอยู่ใน Rope Environment ก็ต้องเข้าใจความปลอดภัย Safety Principle เบื้องหลังปฏิบัติการนั้น

📍 ดังนั้น GOAL คือ

1. ถ้าไม่ Safe จะ “ทำอย่างไร” ให้ Safe

2. จะประเมินอย่างไรว่า Safe ที่จะเข้าไหม

📚 เพราะ Rope System ไม่ใช่การก๊อบวาง หรือคาดเดา แต่มันคือการคำนวนตัวเลขที่แม่นยำ ต้องประเมินทั้งระบบ Anchor Buckle & Harness Carabiner Connector Device & Direction Knot & Tail Edge Protection Load ดู System Redundancy เราให้ทีมบุคลากรได้เห็น Evacuation Option หลายรูปแบบทั้ง SKED, Vacuum Mattress, Litter, Wheeled Litter, Heli-Rescue Kit การทำระบบขึ้น ลงในบันไดแคบและนอกอาคาร ทำให้เห็นว่าทางเลือกสำหรับ rope operation มีอะไรบ้าง และแต่ละอย่างมีข้อดี ข้อเสีย แตกต่างกันอย่างไร เพื่อให้รู้ว่า 1. เมื่อไหร่ที่ต้องร้องขอทีม Rope Rescue และ 2. ถ้าร้องขอแล้ว ภาพที่จะเกิดขึ้นจะเป็นอย่างไร เราต้องการให้ทีมบุคลากรเห็นความซับซ้อนเบื้องหลังการเซ็ตระบบ เพื่อให้เข้าใจว่ามันปลอดภัยจริงและมันต้องใช้เวลา เพื่อให้สามารถประสานงานกับ Technical Rescue ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

❤️ สิ่งที่เราต้องการ คือการเห็นทีมบุคลากรเริ่มตั้งคำถามกับการจัดการสิ่งที่ไม่ปลอดภัย “ให้ปลอดภัย” และมองเห็นภาพรวมของการช่วยเหลือในพื้นที่ทุรกันดารยากลำบากได้ขาดขึ้น

Access determines care & Extraction determines outcome.

Rescue brings you there — Medicine brings them back

WILDERNESS: THE NEXT FRONTIER 2026 ER Thammasat x MedPro Extreme และขอบคุณการสนับสนุนจาก @FROG Team ด้วยค่า

Leave a comment

Recent posts

Quote of the week

“Trust your training, but listen to your intuition. Both are essential in wilderness medicine.”

~A Simplified Solo Traveller