⛷️ จริงๆต้องบอกว่า Back Country Ski เป็นอะไรที่อยากทำมานานมาก แต่มันต้องใช้ความรู้และ skill หลายด้านเพื่อที่จะทำได้อย่างปลอดภัย ทั้ง backpacking, winter camping, ski ใน terrain ที่ยากได้, mountaineering, avalanche management, alpine climbing, etc. เตรียมตัวมาหลายปี จนตอนนี้รู้สึกว่าได้เวลาที่เหมาะสมแล้ว

.

🗻 ครั้งนี้เราเลือก Mt Asahidake เป็นภูเขาไฟที่สูงที่สุดในฮอกไกโด สูง 2,291 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ตั้งอยู่ที่อุทยานแห่งชาติ Daisetsuzan National Park เราเลือกไปช่วงปลายฤดูหนาว 2 วัน 1 คืน เพื่อไปดูปล่องภูเขาไฟน้ำพุร้อน แคมป์กลางทะเลหิมะ และเล่นสกี จัดไปเลย 3 activity ใน 1 ทริป ซึ่งความยากนี้คือ ต้องเตรียมตัวค่อนข้างเยอะมากก ถึง Mt Asahidake จะไม่ได้สูงมากเมื่อเทียบกับภูเขาในยุโรปหรือหิมาลัย แต่สภาพอากาศข้างบนเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา มีนักท่องเที่ยวสูญหายและประสบอุบัติเหตุทุกปี เพราะฉะนั้นเราต้องทำการบ้านให้พร้อม

.

🗺️ สิ่งที่สำคัญคือ ต้องดูเรื่อง logistics ให้ดี ศึกษาเส้นทาง ระยะทาง ความชันแต่ละช่วง mark check point ตั้งจุด cut out time ในแต่ละจุด (ถ้าไม่ถึงจุดนี้ในเวลาที่กำหนด จะต้องลงจากเขา) ด้วยเส้นทางที่เป็นการเดินแบบ loop วงกลม เลยต้องตั้ง no return point ด้วย มีจุดเสี่ยงของหิมะถล่ม (Avalanche) ที่ห้ามไป เราโหลด offline map และเตรียม navigation device/app ไว้แล้ว นอกจากนี้ต้องมี personal locator beacon (PLB) เครื่องติดตามตัวแบบพกพาสำหรับใช้ใน backcountry ซึ่งเราจะต้องพกติดตัวตลอดเวลา

☀️ เดือนเมษา เป็นช่วง Golden Period ของการ backcountry ski ที่ Mt Asahidake เพราะอากาศกำลังดี ไม่หนาวจนเกินไป ประมาณ 0-8 องศา ตอนกลางคืนอาจจะลดถึง -10 องศา แต่เช็คแล้วลมไม่แรง เราติดตามพยากรณ์อากาศตลอดก่อนออกเดินทาง ท้องฟ้าโปร่ง มีแดด ไม่มีพายุเข้า ไม่มีคำเตือนสำหรับภูเขาไฟระเบิด

.

⛄️ ในการพิชิตเส้นทางนี้ ใช้รองเท้า Mountaineering ธรรมดาไม่ได้ เพราะสภาพหิมะลึก 3-4 เมตร มันเดินไม่ได้เลย ! เพราะจมลึกถึงต้นขาในทุกย่างก้าว เราเคยต้องคลานในสภาพหิมะแบบนี้ด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้น จำเป็นต้องใช้ Backcountry Ski Touring เท่านั้น มันคือ Ski ที่ออกแบบมาพิเศษให้สามารถเดินขึ้นเขาได้ (ปกติสกีจะไถลลงได้อย่างเดียว จะเดินขึ้นไม่ได้) การใช้สกีจะช่วยกระจายน้ำหนัก ทำให้เราไม่จมหิมะด้วย อีก Option หนึ่งที่ต้องมีคือ Skins ซึ่งเป็นแผ่นกาวแปะใต้สกี มีผิวขรุขระ ทำให้พื้นของสกียึดเกาะหิมะได้ เดินไต่ขึ้นเนินลาดชันได้ ความท้าทายของ Backcountry / Off piste ski คือหิมะจะฟูแบบธรรมชาติแท้ๆ บางทีอาจจะแข็งเป็นน้ำแข็ง มันจะไม่ได้ผ่านการ Grooming ด้วยรถปรับสภาพหิมะ (Snow Groomer) แบบในสกีรีสอร์ท ทำให้สกียากและมีความเสี่ยงต่อ Avalanche ด้วย

.

🥾 จริงๆ แล้ว จะใช้ Snow Shoe เดินก็ได้ (ที่อุทยานมีให้เช่าด้วยนะ) ใช้งานง่ายกว่า อุปกรณ์น้อยและเบากว่า แต่ข้อได้เปรียบของ Ski Touring คือ สำหรับเส้นที่จะไป ระยะทางค่อนข้างไกลและชัน และเส้นนี้ถูกออกแบบมาสำหรับการสกี ระยะเวลาในการเดินขึ้นอาจจะเท่ากัน แต่ตอนลง สกีจะเร็วกว่ามาก ทำให้ง่ายต่อการบริหารเวลามากกว่า มิหนำซ้ำ ในพื้นที่ที่ชันมาก การใช้ Snow Shoe จะลงยากกว่ามาก ต้องเดินทีละก้าว ถ้าชันมากอาจจะต้องลงด้วยท่านั่ง หรือใช้ Ice Axe ซึ่งก็เสี่ยงการไถล

.

📍 เส้นที่เราจะไป คือไปยอด Mt Asahidake แล้วลงมานอนแคมป์ 2 วัน 1 คืน นี่เป็นเส้นคลาสสิกที่ชาวญี่ปุ่นและชาวต่างชาติมักใช้ในการ Ski Touring กัน โดยจะนั่งกระเช้าจากสถานี Asahidake Ropeway ขึ้นไปที่ตีนภูเขา Trailhead จะเริ่มที่จุดนี้ เราต้องเดินเท้าต่ออีกเพื่อไปถึงยอด ทางค่อนข้างชันมาก ยิ่งมีหิมะยิ่งต้องบวกเวลาเข้าไปอีก ระยะทางไปกลับ 12 กิโล กับ Elevation Gain 900 m ต้องยอมรับว่าค่อนข้างเหนื่อยมากเลยทีเดียว น้ำหนักของกระเป๋ากับอุปกรณ์ที่เตรียมไปทั้งหมดทำให้เสียสมดุลง่าย ต้องคอยใช้ไม้โพลช่วยประคองตัว เวลาจะเปลี่ยนทิศทางการเดิน ต้องใช้เทคนิก Kick Turn คือต้องยกสกีให้ลอยจากพื้น แล้วหมุนขาไปทิศที่จะไป (พูดเหมือนง่าย แต่ทำจริงยากเพราะสกีก็หนักอี๊ก)

🌋 แต่วิวก็คือสวยอลังการมากกกก คุ้มค่าสุดด ระหว่างทาง เราจะเห็นปล่องไอน้ำร้อน (fumaroles) เป็นควันหนาๆ ขนาดใหญ่พุ่งไปบนท้องฟ้าตลอดเวลา มีกลิ่นกำมะถันลอยมาบางช่วงด้วย ตรงบริเวณที่มีปล่องไอน้ำร้อน เราจะเห็นพื้นดินสีเหลืองแดงจากหิมะที่ละลาย บางจุดก็จะมีลำธารของน้ำร้อนที่ไหลผ่านหิมะ

.

⛺️ เราเดินกันหลายชั่วโมงจนถึงจุดที่ตั้งแคมป์ ดีใจมากกกกกกที่ได้วางเป้ลง คือหนักมาก เราปลดสกีออก รีบกางเต้นท์ จากนั้นต้มมาม่า กินข้าวปั้นและโมจิไส้ถั่วแดง เวลาหนาวๆ การได้กินอะไรอุ่นๆ เป็นอะไรที่ฟินมาก ตอนกลางคืนอากาศหนาวขึ้นอย่างชัดเจน น่าจะ -10 มีลมเล็กน้อย แต่โชคดีที่เรามี 4 Season Tent และถุงนอนที่เตรียมไว้ เลยหลับได้

🌫️ เราตื่นเช้ามา เก็บของ เก็บเต้นท์ เริ่มเดินทางกลับไป Trailhead แต่เรากลับเจอกับ Whiteout โดยไม่ทันตั้งตัว สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วมากจนน่าตกใจ จากท้องฟ้าที่โปร่ง เห็นวิวของทะเลสาบและเมืองข้างล่าง ทัศนวิสัยค่อยๆ แย่ลง จนมันขาวโพลนไปหมด ระยะมองเห็นไม่ถึง 10 เมตร เห็นแต่พื้นหิมะเท่านั้น ซึ่งเราเช็คพยากรณ์อากาศทุกเช้าและก่อนเข้านอน แดดออกจริง แต่เมฆเยอะ ไม่มีพายุหิมะ ตอนแรก Whiteout ยังไม่แย่มาก มันเป็นๆ หายๆ สักพักทัศนวิสัยก็กลับมาดี แต่หลังจากครั้งที่ 4-5 เริ่มแย่ลงเพราะมันขาวโพลนไปหมด มองไม่เห็นอะไรเลย ไม่เห็นเส้นขอบฟ้าแล้วก็วิวด้านล่างเลย ทุกอย่างเหมือนกันไปหมด…

.

🥶 ยิ่งอยู่ตรงนี้นาน ยิ่งอันตราย ยิ่งจะ Hypothermia ถึงเราจะมี Storm Shelter และ 4 Season Tent แต่ตอนนี้เวลาบ่าย 2 อากาศบนภูเขาหลังบ่ายมักจะแย่กว่าตอนเช้าเสมอ ไม่รู้ว่าอากาศจะแย่ไปอีกนานเท่าไหร่ การจะหวังให้ลมพัด Whiteout ไปก็น่าจะเป็นได้ยาก เราเลยตัดสินใจ Rope up แล้วลงไปที่ Emergency Hut ที่ใกล้ที่สุดเพื่อหลบภัยก่อน

.

🪢 การ Rope up คือการผูกเชือกร่วมกันกับ Buddy เป็นทีม เป็นเทคนิคความปลอดภัยที่ใช้เวลาเดินทางบนภูเขาที่มีทัศนวิสัยเป็นศูนย์ การสกีลงไปในสภาพนี้ค่อนข้างเสี่ยง ซ้ายขวาเป็นเหว พลาดไปอาจจะหลงทาง ตกผา หล่นไปใน Crevasse ก็ได้ เรานำทางโดยใช้ GPS ใช้เวลาค่อยๆ ลง ลำบากกันหลายชั่วโมง แต่เพื่อความปลอดภัย แม้ว่าจะใช้เวลานานกว่าที่แพลนไว้ก็ตาม จนในที่สุดก็ถึง Emergency Hut เป็นกระท่อมที่ทางอุทยานจัดเตรียมไว้สำหรับนักเดินป่าที่ประสบปัญหาหรือหลบภัยจากสภาพอากาศที่อันตราย (เช่นพวกเราเป็นต้น)

🤔 ตอนนี้… เอาไงต่อดี ? ระหว่างรีบเดินทางต่อก่อนสภาพอากาศจะแย่ลงกว่านี้ จนติดอยู่บนนี้และออกไปไม่ได้ กับ นอนพักที่ Emergency Hut อีก 1 คืน ?

.

“จากจุดนี้ถึงกระเช้า ประมาณ 2-3 กิโล เวลานั้นสถานีกระเช้าน่าจะปิดแล้ว ถ้าลงถึงด้านล่างก็ 12 กิโล ถ้าเราสกีลงไปเร็วๆ ก็ไม่น่าเกิน 1-2 ชั่วโมง น่าจะทันพระอาทิตย์ตกดิน เอาคนลงก่อน ทิ้งของไว้ที่นี่ พรุ่งนี้เช้าค่อยกลับมาเอาไหม เส้นทางด้านล่างก็เป็น backcountry ที่มีคนใช้กันประจำอยู่แล้ว ลงแบบ day pack ก็ได้ คนอื่นก็ทำกันเป็นปกติ”

.

“แต่ถ้าเราทิ้งอุปกรณ์ไว้ก็เสี่ยงอีก เพราะถ้าลงไปแล้วเกิดอะไรขึ้น เราจะไม่มี survival gear ติดตัวเลย มิหนำซ้ำ เวลาใกล้เย็น เราเหนื่อยมาทั้งวัน การสกีลงก็ต้องใช้ทั้งสมาธิและกำลังอีก อาจจะเสี่ยงอุบัติเหตุซ้ำซ้อน”

.

“ตอนนี้เรามีน้ำดื่มลิตรครึ่ง อาหารสำหรับอีก 2 มื้อ มีเตาแก๊สซึ่งน่าจะพอสำหรับคืนนี้ แต่ถ้าต้องติดอยู่ที่นี่อีกหลายวัน เสบียงน่าจะไม่พอ”

มีหลายจุดที่เราพิจารณา

▪️ลงเลยให้คนปลอดภัยก่อน save คน แล้วทิ้งของไว้ จะดีกว่าจริงหรือเปล่า ? พรุ่งนี้จะกลับมาเอาของได้จริงๆ ไหม ?

▪️ ถ้าไม่มีของ = สกีลงเร็วกว่า เร็วกว่า = ดีและปลอดภัยกว่าจริงๆ ใช่ไหม ?

▪️ ถ้า Stay and Play อยู่ต่อให้พ้นคืนนี้ไปก่อน แต่ถ้าพรุ่งนี้ลงไม่ได้ จะอยู่ต่อได้อีกวันไหม ?

▪️ Resource ที่มี อยู่ได้นานจริงๆ เท่าไหร่ ?

▪️ อันตรายที่เสี่ยงชีวิตที่สุดในตอนนี้คือ Hypothermia ถ้า rewarm ไม่ได้น่าจะแย่แน่

.

📱 สิ่งที่เราไม่ต้องการให้เกิดขึ้นคือ Descent impulse หรือความรู้สึกว่าอยากจะลงจากภูเขาจนมองข้ามหลักการความปลอดภัยไป เหมือนกับ Summit fever ที่อยากขึ้น Peak จนลืมมองเรื่องอื่นไป ดังนั้นเราเลยหาข้อมูลเพิ่มประกอบการตัดสินใจก่อน เช็คสภาพอากาศอีกครั้ง มีเมฆ ลมไม่แรง ไม่มีแนวโน้มพายุ อากาศพรุ่งนี้น่าจะดี (แต่เราก็แอบลังเล เพราะวันนี้ app บอกว่าฟ้าใสไม่มีพายุ แต่เจอ whiteout) ผลสรุปคือ เราตัดสินใจพักที่ Emergency Hut เพิ่มอีกคืน เรามีอาหาร น้ำ แก๊ส เต้นท์ ถุงนอน อุปกรณ์ครบทุกอย่างที่จะทำให้เราผ่านคืนนี้ไปได้อย่างปลอดภัย พรุ่งนี้ค่อยวางแผนกันใหม่

.

🎿 เราเอาสกีไปปักนอก Hut เพื่อเป็นสัญญาณบอกคนอื่นว่ามีคนพักอยู่ในนี้นะ เราลงทะเบียนกับแจ้งแผนการเดินทางไว้กับทางอุทยาน เราต้องอยู่ต่ออีกคืน ดังนั้นควรทำ marking ไว้ว่าเราปลอดภัยดี ไม่ได้ตกอยู่ในอันตรายหรือต้องการความช่วยเหลือ

.

🛖 Asahidake Ishiguro เป็นบ้านพักที่ทำจากหิน เอาไว้สำหรับภาวะฉุกเฉิน เช่นสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงกะทันหัน มีพายุหิมะหรือ whiteout จนเดินทางต่อไม่ได้ ตอนนี้ที่บ้านพัก มีหิมะปกคลุมครึ่งหนึ่งเลย ด้านในไม่มีไฟฟ้า ไม่มีน้ำ ไม่มีห้องน้ำ ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวก มีแต่เก้าอี้ไม้ ที่นี่เป็นบ้านพัก 2 ชั้น ชั้นนึงจุคนได้ประมาณ 10 คน

.

🥶 ตกดึก อากาศทวีคูณความเย็นขึ้นไปอีก ตอนแรกดีใจที่ได้อาคารปิด แต่สรุปคืออุณหภูมิข้างในก็ไม่ได้อุ่นไปกว่าข้างนอกนัก เราเลยตัดสินใจกางเต้นท์ในบ้านพักอีกที การกางเต้นท์จะช่วยกักเก็บความร้อนจากร่างกายได้ดีกว่าและป้องกันลมที่พักเข้ามาผ่านทางช่องว่างด้วย คืนนั้นรู้สึกขอบคุณที่ทางอุทยานสร้าง Asahidake Refuge ขึ้นมามาก ถ้าไม่มีบ้านพัก เราก็คงต้องกางเต้นท์บนเขาอีกคืน ลำบากขึ้นอีก ได้อยู่ใน Shelter ย่อมดีกว่ามากมาย

🌨️ เช้าวันรุ่งขึ้น เราตื่นมาพบกับหิมะใหม่ที่ปกคลุมพื้น มองไม่เห็นรอยเท้าเดิมเลย แต่ Whiteout ยังไม่หายไป ขาวโพลนเหมือเดิม แต่ดูเหมือนการตัดสินใจเมื่อวานจะถูกต้อง เรากินอิ่ม นอนหลับ มีแรงมากขึ้น พร้อมที่จะลงจากภูเขา จากบ้านพักจนถึงกระเช้าเป็นระยะทางที่ไม่ไกลมาก แต่ใช้เวลานานกว่าขาขึ้นอย่างชัดเจนเพราะภาวะ Whiteout บวกกับการ Rope Up ทำให้เราเคลื่อนที่ได้ช้าลง จนในที่สุดเราก็นำทางตาม GPS ไปสู่สถานี Asahidake Ropeway สำเร็จ

.

🙏🏻 ทริปนี้ให้บทเรียนสำคัญเกี่ยวกับการเดินทางในพื้นที่ห่างไกล ถึงแม้ Mt Asahidake จะเป็นภูเขาที่ไม่ได้สูงมาก เดินทางง่าย มีกระเช้าเข้าถึง นักท่องเที่ยวมากันคับคั่ง ดูเหมือนจะง่าย แต่บนภูเขา อะไรก็เกิดขึ้นได้เสมอ สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็วและคาดเดาไม่ได้ ถึงแม้ว่าพยากรณ์อากาศจะบอกว่าแดดออกดี แต่เอาเข้าจริง การเตรียมอุปกรณ์ที่พร้อมสำหรับภาวะฉุกเฉินบนเขาสำคัญที่สุดจริงๆ ไม่ได้เอาไปก็ไม่มีใช้ ในอุปกรณ์ที่แบกไป ได้ใช้เกือบทุกชิ้นจริงๆ (ถึงแม้มันจะหนัก แต่ก็ต้องเอาไป)

.

❤️ เราคิดว่าสิ่งที่ช่วยให้เราตัดสินใจได้ดีและรอบคอบคือการมีข้อมูลที่ครบถ้วนเพื่อให้เราพิจารณาได้ครบทุกมิติ ทั้งข้อมูลสภาพอากาศ เส้นทาง ระยะทาง ลักษณะ Terrain ข้อมูลร่างกาย ความเหนื่อยล้าของเรา ข้อมูลอุปกรณ์ การสำรวจทรัพยากรที่มีเหลืออยู่ ฯลฯ เพื่อที่เราสามารถตัดสินใจให้พอเหมาะพอดีกับสถานการณ์จริง ไม่กล้าเกิน ไม่เสี่ยงเกินไปโดยไม่จำเป็น และเพียงพอที่จะพาเรากลับบ้าน

#AsahidakeExpedition#WinterCamping#BackcountrySki#SkiTouring#Hokkaido#MountAsahidake#Outdoor#ASimplifiedSoloTraveller

Leave a comment

Recent posts

Quote of the week

“Trust your training, but listen to your intuition. Both are essential in wilderness medicine.”

~A Simplified Solo Traveller