
LUCAS เป็นยี่ห้อเครื่องกดหน้าอก CPR แบบอัตโนมัติ (Mechanical chest compression device) เริ่มถูกพัฒนาขึ้นในปี 1990 เมื่อ Willy Vistung พาราเมดิกของประเทศนอร์เวย์ทำ CPR ขณะผู้ป่วยอยู่บนรถพยาบาลแล้วพบว่ามีความยากลำบากมาก จึงไปปรึกษา Professor Stig Steen จาก Lund University Hospital ในประเทศสวีเดนเพื่อแก้ไขปัญหาของ Manual CPR ซึ่งชื่อ LUCAS ย่อมาจาก “Lund University Cardiac Assist System” ในที่สุดในปี 2003 LUCAS 1 ก็วางจำหน่าย ตามมาด้วย LUCAS 2 ในปี 2009 และ LUCAS 3 ในปี 2016
ข้อดีของ Auto-CPR
– ให้การกดหน้าอกตามอัตราเร็วและความลึกที่ได้มาตรฐาน ในระยะเวลาหลายชั่วโมง
– ลดระยะเวลาหยุดชะงักระหว่าง CPR (fewer interruption)
– ลดการบาดเจ็บและความเครียดของบุคลากร เช่น อาการปวดหลัง ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ
– เพิ่มความปลอดภัยให้บุคลากรในระหว่างการเคลื่อนย้าย เช่นบนรถพยาบาล เครื่องบิน เฮลิคอปเตอร์ หรือการเคลื่อนย้ายในโรงพยาบาล
– ลดจำนวนการใช้บุคลากร เพื่อให้มีเวลาไปทำกิจกรรมอื่น
– บันทึกข้อมูล CPR เพื่อนำไปวิเคราะห์และทำวิจัยต่อได้
ข้อควรรู้
– CPR rate 102, 111 และ 120 ครั้ง/นาที ปรับเพิ่มลดได้ทีละ 2 ครั้ง/นาที
– ความลึกของการกดหน้าอก 4.5 – 5.3 cm +- 0.2 cm
– ใช้ได้สำหรับหน้าอกที่มีความสูง 17 – 30 cm (อกสูงสุด 44.9 cm)
– ไม่มีขีดจำกัดของน้ำหนักตัวผู้ป่วย
– เครื่องสามารถทำงานขณะ Defibrillation ได้ ไม่ต้องหยุดเครื่องชั่วขณะ
– เครื่อง Mechanical CPR ทำให้ซี่โครงหักและผิวหนังบริเวณที่กดได้รับบาดเจ็บ บางคนอาจจะแนะนำแปะแผ่นโฟม Foam Dressing เพื่อป้องกันแผลกดทับ Pressure Sore และปรับตำแหน่ง Suction Cup ให้อยู่ในบริเวณที่เหมาะสม (บางทีตำแหน่งอาจจะเคลื่อนได้)
การใช้งานเครื่อง
1. แปะแผ่น Defibrillation Pad เพื่อประเมินว่า EKG มี VF/VT หรือไม่ ถ้ามี ให้ Defib ก่อน จะได้ไม่ล่าช้า (บางทีการประกอบเครื่อง LUCAS อาจต้องใช้เวลา ควรฝึกซ้อมกับทีมเพื่อความรวดเร็ว)
2. สอด Back Plate ที่ใต้หลังผู้ป่วย ปรับให้อยู่ใต้รักแร้ จะมีสัญลักษณ์บอกตำแหน่งว่าฝั่งศีรษะอยู่ในทิศทางไหนสกรีนอยู่
3. ทำ Manual CPR หรือ CPR มือต่อ
4. ดึง Release Ring เพื่อปลดล็อคส่วนแขน แล้วต่อ LUCAS กับ Back Plate จนได้ยินเสียงคลิ๊ก ให้ต่อทีละข้าง ต่อจากฝั่งคนที่จับเครื่องก่อน
5. วาง Suction Cup ที่ lower end of sternum ปรับตำแหน่งให้เหมาะสม แล้วกดล็อคตำแหน่ง
6. กดเริ่ม CPR
7. รัด Stabilization Strap ที่หลังคอผู้ป่วย ปรับให้อยู่บริเวณไหล่
8. ผูกข้อมือผู้ป่วยกับ Patient Strap
ข้อมูลเชิงลึก
– ขนาดของเคส 58 x 33 x 26 cm
– ขนาดเมื่อประกอบใช้จริง 56 x 52 x 24 cm
– น้ำหนักเครื่องพร้อมแบตเตอร์รี่ 8 kg
– น้ำหนักแบตเตอร์รี่ 0.6 kg ต่อก้อน
– ทำงานได้ระหว่างอุณหภูมิ 0 – 40 องศาเซลเซียส
– ควรเก็บในอุณหภูมิ (-20) – 70 องศาเซลเซียส
– กันน้ำ IP43
– ใช้ได้กับความดันบรรยากาศ 62 – 107 kPa (-1253 – 13 000 ft)
– ใช้บนเฮลิคอปเตอร์ได้ Certify Airworthiness Eligibility (AWE) ของ US Army Rotary-Wing Aircraft
– ใช้ในห้อง Cath Lab ได้ มีแผ่น Carbon fiber backplate
– แบตเตอร์รี่ Lithium-ion Polymer (LiPo) ความจุ 3300 mAh, 86 Wh, 25.9 V
– ทำงานได้ต่อเนื่อง 45 นาที
– ควรเปลี่ยนแบตเตอร์รี่ทุก 3-4 ปี หรือหลังจากใช้งานไป 200 ครั้ง
– ชาร์จไฟ 100 – 240 VAC, 50/60 Hz, 2.3 A, Class 2
– ชาร์จไฟปลั๊กใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ชาร์จด้วย external battery ใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมง
มีคลิปการใช้งานใน comment ด้านล่างน้า
Reference
https://www.lucas-cpr.com/…/6485027_M0000006891%20REV…

Leave a comment