🏃🏻 โรคแพ้ความสูง หรือ Acute Altitude Illness เป็นโรคที่สัมพันธ์กับการเดินทางไปยังพื้นที่ที่สูงกว่า 2500 เมตร (ต่ำกว่านี้เกิดน้อย) โดยที่ร่างกายยังไม่ได้ปรับตัว เช่น Everest Base Camp ในเนปาล 5364 m, Aconcagua ใน Argentina 6960 m, Kilimanjaro ใน Tanzania 5895 m และ Machu Picchu ใน Peru 2430 m เป็นต้น

จะแบ่งออกเป็น 3 โรคหลักๆ ได้แก่
😰 AMS : Acute Mountain Sickness ยังมีชื่อไทย เป็นโรคที่อาการไม่เฉพาะเจาะจง การวินิจฉัยคือ มีปวดศีรษะ ร่วมกับมีอาการ 1+ ข้อดังต่อไปนี้ คลื่นไส้อาเจียนเบื่ออาหาร, อ่อนเพลีย ไม่มีแรง หรือ เวียนศีระ อาการจะเริ่มเป็นตั้งแต่ 6 ชั่วโมงเป็นต้นไปหลังขึ้นที่สูง

🧠 HACE : High Altitude Cerebral Edema ภาวะสมองบวมจากการอยู่ในพื้นที่สูง จะมีอาการทางระบบประสาทเช่นภาวะรับรู้สติผิดปกติ สับสนมึนงง เดินเซ ชัก คนไข้มักจะเป็น AMS มาก่อน แล้วอาการจะแย่ลงจนกลายเป็น HACE เกิดได้ตั้งแต่ 12 ชั่งโมงหลังเป็น AMS

🫁 HAPE : High Altitude Pulmonary Edema ภาวะปอดบวมน้ำจากการอยู่ในพื้นที่สูง มีอาการทางระบบหายใจ เช่น เหนื่อย หายใจลำบาก พักแล้วไม่ดีขึ้น ไอ แน่นหน้าอก มักเกิดตั้งแต่ 2-4 วันหลังขึ้นที่สูง อาจจะไม่พบ AMS ร่วมด้วยก็ได้

ความเสี่ยงของ AMS คือ
🔺 ขึ้นที่สูง > 2800 m ภายใน 1 วัน
🔺 ขึ้นที่สูง > 2500 m และเดินทางโดยที่ Sleeping Altitude (ความสูงของที่พัก) > 500 m/day
🔺 มีประวัติเป็น HACE / HAPE มาก่อน

✅ วิธีป้องกัน
✅ วิธีที่ดีที่สุดคือ ขึ้นที่สูงช้าๆ ให้ร่างกายได้รับตัว (Acclimatize) เช่น ไปถึงสถานที่เที่ยวแล้วนอนพักที่เมืองใกล้เคียงก่อน 1 คืน (ควรสูงประมาณ 1500-2500 m) ในกรณีที่เดินทางในที่สูง > 3000 m ควรค่อยๆ เดินทางโดยให้ Sleeping Altitude < 500 m/day และมีวันพักที่ไม่ขึ้นไปสูงกว่านั้น ทุก 3-4 วัน

✅ กินยา Prophyaxis Acetazolamide (Diamox) โดสป้องกัน 125 mg ทานทุก 12 ชั่วโมง (2.5 mg/kg/dose ในเด็ก Max 125 mg/dose ทานทุก 12 ชั่วโมง) ยานี้ช่วยร่างกายในการปรับตัวต่อที่สูง แต่กินแล้วไม่ได้ป้องกัน 100% มีโอกาสเกิด AMS ได้อยู่ดี แต่โอกาสเกิดลดลง ก่อนทานต้องดูข้อห้ามด้วย เช่น แพ้ยา Sulfa, Closed angle glaucoma, โรคตับไตเรื้อรัง, HypoK, Hyponat, Metabolic Acidosis เป็นต้น ยานี้ทานแล้วจะปากแห้ง ปัสสาวะบ่อย มีชา เวียนศีรษะ คลื่นไส้อาเจียน เบื่ออาหาร มีรสขมในปาก กินโค้กแล้วไม่ซ่า เป็นต้น ควรปรึกษาแพทย์เวชศาสตร์ท่องเที่ยวและการเดินทางก่อนทานยาตัวนี้ทุกครั้ง

✅ สำหรับคนที่แพ้ Acetazolamide ก็สามารถให้ Dexamethasone 2 mg ทานทุก 6 ชั่วโมง หรือ 4 mg ทานทุก 12 ชั่วโมง (ไม่แนะนำให้ทานในเด็ก) ข้อเสียคือยานี้ไม่ช่วยในการปรับตัว ไม่ค่อยแนะนำเพราะกดต่อมหมวกไต เกิด Adrenal Suppression ได้ ใช้ในคนที่มีความเสี่ยงปานกลางหรือสูงต่อ AMS เท่านั้น ต้องปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยานี้เพราะเป็นยาอันตราย

❌ ไม่แนะนำการทานสิ่งเหล่านี้เพื่อป้องกัน AMS : Inhaled Budesonide, Ginkgoo biloba, Acetaminophen, Oxygen กระป๋อง, ใบโคคาเคี้ยว, ซุปกระเทียม, แคปซูลกระเทียม ฯลฯ

💊 การรักษา
💊 วิธีที่ดีที่สุดคือ การลงที่ต่ำ “Descent is the single best treatment for AMS and HACE” อาการมักจะดีขึ้นถ้าลงที่ต่ำ > 500 m

💊 วิธีซื้อเวลา คือให้ Oxygen ลดอาการ keep SpO2 > 90%, นอนใน Portable Hyperbaric Chamber, ทาน Acetazolamide Treatment Dose 250 mg ทานทุก 12 ชั่วโมง (โดสรักษา AMS) ทั้งนี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ต้องลงเท่านั้น!

💊 ถ้าเป็น Mild AMS แบบไม่หนักมาก แนะนำให้นอนพัก ไม่ขึ้นที่สูงไปกว่านั้น และปรับตัว Acclimatize

❤️❤️❤️ ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางด้าน Travel medicine หรือ Expedition Medicine ก่อนเดินทางทุกครั้ง

#TravelMedicine #เวชศาสตร์การท่องเที่ยวและการเดินทาง #ExpeditionMedicine #เวชศาสตร์การผจญภัย #WildernessMedicine #เวชศาสตร์พงไพร #การแพทย์ในถิ่นทุรกันดาร

References
Luks, A. M. et al. (2019) Wilderness Medical Society practice guidelines for the prevention and treatment of acute altitude illness: 2019 update. Wilderness & Environmental medicine. 00(00), pp. 1-16.
Auerbach, P. S. (ed.) (2012) Wilderness medicine. 6th edn. Philadelphia: Elsevier Mosby.
Johnson, C. et al. (2015) Oxford handbook of expedition and wilderness medicine. 2nd ed. Oxford: Oxford university press.

Leave a comment

Recent posts

Quote of the week

“Trust your training, but listen to your intuition. Both are essential in wilderness medicine.”

~A Simplified Solo Traveller