
🪡 คุณสมบัติของผ้า 🪡
– Thickness ยิ่งหนายิ่งอุ่น (ตราบใดที่ผ้าแห้ง)
– Wicking การดูดและคายความชื้น
– Hydrophilic Fabric (ดูดความชื้น) ถ่ายโอนความชื้นจากผิวสู่เนื้อผ้า ไม่ดีในอากาศหนาวเพราะผ้าจะเปียก
– Hydrophobic Fabric (คายความชื้น) ถ่ายโอนความชื้นผ่านผิวไปสู่ผ้าอีกชั้นหรืออากาศ ดีในอากาศหนาวเพราะผ้าจะแห้ง
– Evaporation ความเร็วในการแห้งของผ้า
– Moisture Regain : การดูดซึมความชื้นของผ้าจนถึงจุดที่ผู้สวมใส่ผ้ารู้สึกเย็น ดังนั้น ยิ่งมี Moisture Regain สูง ผ้าจะยิ่งทนต่ออากาศหนาวและความเปียก
– Insulation ฉนวนกันความร้อน
– Thermal Conductivity การนำความร้อน คือความเร็วของการส่งผ่านพลังงานความร้อน ดังนั้นยิ่งค่า Thermal Conductivity น้อย ยิ่งกักเก็บความอุ่นได้ดี
– Weave & Coating การทอผ้าและการเคลือบผิวผ้าเพื่อป้องกันลม ลดการถ่ายเทความร้อน
📌 มี 3 ชั้น 📌
1. Base Layer (Inner Layer)
🩱 ชั้นในสุด อยู่ติดผิวหนัง ต้องใส่ให้พอดีตัว ไม่หลวมหรือคับจนเกินไป ไม่ควรย่น ไม่อึดอัด ต้องให้ร่างกายขยับได้ง่าย แนะนำเนื้อผ้า Polyester, Merino Wool, Silk ห้ามใช้ผ้า Cotton เพราะผ้าฝ้ายอุ้มน้ำและแห้งช้า ถ้าผ้าเปียกจะสูญเสียคุณสมบัติฉนวนกันความร้อน เราจะใส่เสื้อที่เปียกและแฉะไม่ได้
🩱 คุมอุณหภูมิร่างกายให้คงที่โดยกักเก็บความร้อนและถ่ายโอนความชื้นออกจากผิว ควรมีคุณสมบัติดูดและคายความชื้นจากผิวสู่ผ้าอีกชั้นได้ดี (Wicking) ตัวจะได้แห้งและผ้าจะได้แห้ง
2. Insulation Layer (Middle Layer)
👕 ชั้นกลาง ใส่เพื่อเป็นฉนวนกันความร้อน ใส่ให้พอดีตัว ไม่ควรมีรอยย่น ไม่อึดอัด แนะนำผ้า Down > Fleece > Wool (ขนสัตว์ เช่น Merino Wool)
👕 Down คือเสื้อมิชิลิน ทำจากขนเป็ด ห่าน หรือสังเคราะห์ ผ้า Down เป็นฉนวนกันความร้อนที่ดีมาก แต่ชื้นง่าย (Hydrophilic) ถ้าเปียกแล้วจะไร้ประโยชน์ทันที
👕 Fleece คือเสื้อที่ทำจาก Polyester (Petroleum-based fiber) นอกจากเป็นฉนวนกันความร้อนที่ดีแล้ว ผ้ายังไม่ดูดซึมความชื้น มี Hydrophobic Property แห้งไว ข้อเสียคือเนื้อผ้าหนักกว่า Down
👕 Wool อุ่นเพราะผ้าดูดซับและกระจายความชื้นไปทั่วเนื้อผ้า เวลาผ้าชื้น ผู้ที่สวมใส่จึงไม่ค่อยรู้สึกหนาว ข้อเสียของ Wool คือเนื้อผ้าหยาบ ใส่แล้วระคายเคืองผิวหนัง Merino Wool ดีกว่าเพราะเนื้อละเอียด มีคุณสมบัติฆ่าแบคทีเรีย (Antibacteria) จึงทำให้ผ้าไม่ค่อยเหม็น ใส่ซ้ำหลายวันได้ ข้อเสียคือผ้าหนัก
3. Hard-Shell Layer (Outer Layer)
🧥 ปกป้องจากฝุ่น ลม ฝน หิมะ คุณสมบัติการกันฝนและลมขึ้นอยู่กับความแน่นของการทอผ้า (ไม่ใช่ความหนา) ยิ่งทอแน่นมาก ผ้าจะยิ่งหายใจไม่ออก ข้อเสียคือจะระบายอากาศได้ไม่ดีนัก (เหงื่อจะก่อตัวเป็นเม็ดด้านในเสื้อ) ดังนั้น เสื้อ Outer Layer ที่ดีควรจะมีคุณสมบัติระบายไอน้ำออกนอกร่างกายได้ และไม่ให้น้ำฝนผ่านทะลุเข้ามาข้างในเสื้อ วิธีแก้คือเพิ่มซิประบายอากาศที่รักแร้และข้างลำตัว
🧥 Water Resistant : กันน้ำได้บางส่วน แต่ไม่ทั้งหมด
🧥 Water Repellent : กันน้ำได้บางส่วน แต่ไม่ทั้งหมด เหนือกว่า Resistant เล็กน้อย มีความ Hydrophobic
🧥 Water Proof : กันน้ำได้มาก แต่ไม่มีอะไร 100% ถ้าโดนฝนตลอดเวลาหรือเอาไปแช่น้ำนานๆ ก็มีสิทธิเปียกได้
❤️ สรุป ❤️
วิธีใส่เสื้อให้อุ่น คือ ใส่ 3 ชั้น ได้แก่ Inner Layer, Middle Layer และ Outer Layer ถ้าอยากให้ร่างกายอุ่น ต้องใส่เสื้อผ้าที่แห้งและเป็นฉนวนกันความร้อนที่ดี ยิ่งผ้าเปียกง่ายและอมน้ำ ยิ่งทำให้หนาว ไม่แนะนำการใส่ผ้า Cotton ในอากาศหนาว
Reference
– Wilderness Medicine 6th Edition. Paul S. Auerbach. Part 11 : Equipment and special knowledge : Chapter Outdoor Clothing for the Wilderness Professional.
– รูปเสื้อจาก https://www.columbia.com

Leave a comment