
🗺 Rescue 3 International เป็นสถาบันจัดสอนคอร์ส Flood, Swiftwater, Boat, Ice, Technical Rope และ Confined Space จัดตั้งขึ้นเมื่อปี 1979 หลังทีม Search and Rescue เกือบเสียสมาชิกในทีมไปจาก Water Rescue ดังนั้นเป้าหมายคือ นักกู้ภัยต้องไม่กลายเป็นผู้ประสบภัย และเป็นคอร์สมาตรฐานสากล แม้จะพูดกันคนละภาษา แต่นักกู้ภัยที่จบคอร์สนี้จะทำงานร่วมกันได้ ที่ไทยสอนโดย CMRCA (Chiang Mai Rock Climbing Adventures) ที่เชียงใหม่
❇️ คอร์สที่เรียน
❇️ Rescue 3 Prep Course 2 วัน 2995 บาท/คน แนะนำสำหรับคนที่ไม่มีพื้นฐานเลย ควรไปเรียนก่อน
❇️ Rope Rescue Operator (RRO) 3 วัน 15,995 บาท/คน เหมาะสำหรับคนที่มีพื้นฐานด้านเชือกพอสมควร ต้องผูกเงื่อนเป็น ไต่เชือกได้ โรยตัวได้ จะเน้นเรื่องระบบและ Team Work เป็นหลัก
❇️ ผู้เรียนต้องอายุ 18 + ปี Certificate มีอายุ 3 ปี
❤️ ความรู้พื้นฐาน
❤️ PPE + อุปกรณ์ – หมวกกันน็อค ถุงมือเชือก Full body harness, Lanyard, Carabiner, Hand Ascender, Croll Ascender, Descender Rig, ID, Rescue 8, Brake Bar Rack, Pulley, Edge Protection มาตรฐานอุปกรณ์การกู้ภัยด้วยเชือกต้องผ่าน NFPA Class G (General Use) มี Minimum Breaking Strength (MBS) ตามค่า kN ที่กำหนด เพราะเน้นด้านความปลอดภัย เชือกและอุปกรณ์ต้องรับน้ำหนักของทั้งผู้ประสบภัย นักกู้ภัย และเปล เช่น Carabiner NFPA Class G ควรมี MBS 40 kN เมื่อ Gate ปิด
❤️ Carabiner ส่วนใหญ่ที่ใช้ในงานกู้ภัยจะเป็น D, Modified D, Fire D และ Pear ต้องมีตัวล็อคที่ Gate เสมอ ส่วนที่แข็งแรงที่สุดของ Carabiner คือบริเวณ Spine ดังนั้น ถ้าเชือกอยู่ติด Spine จะทำให้รับนำ้หนักได้ดีจึงแนะนำให้ใช้ D Shape ห้ามใช้ Carabiner ในแนวขวางเด็ดขาดเพราะรับแรงได้น้อยมาก ประมาณ 11 kN เท่านั้น
❤️ เชือกควรใช้แบบ Static (low stretch) ขนาดมากกว่า 12.5 mm ต้องดูแลรักษาอย่างดี ไม่ตากแดดจนแห้งกรอบ ไม่ให้ฝุ่นเข้า เช็คเชือกก่อนใช้ทุกครั้ง ไม่ทำ Shock Load ปลดเงื่อนออกหลังใช้งาน ไม่ทำให้เกิดแรงเสียดทาน (Friction) เพราะเชือกจะขาด เป็นต้น
❤️ การวางแผนและทำงานภายใต้ระบบ Incident Command System




📈 Technical Rope Rescue แบ่งออกเป็น 5 ประเภท ได้แก่
📈 Low Angle แบ่งเป็น Flat 0-15 องศา ใช้นักกู้ภัย 4-6 คน ไม่จำเป็นต้องใช้ระบบเชือก และ Low Angle 15-30 องศา ใช้นักกู้ภัย 4-6 คน ใช้ระบบเชือกแบบ Single rope สำหรับ Belay (ใช้คนหิ้วเปล ไม่ใช้เชือกในการดึงเปล)
📈 High Angle แบ่งเป็น Steep Angle 30-60 องศา ใช้นักกู้ภัย 3 คน มีระบบ Main และ Belay จะใช้เชือก Main ดึงขึ้น และ High Angle 60-90 องศา ใช้นักกู้ภัย 1 คน ใช้ระบบ Main และ Belay น้ำหนักทั้งหมดจะอยู่ที่เชือก Main rope
📈 High Line จะเรียนในคอร์ส Rope Rescue Technician เป็นการทำระบบเชือกผ่านสิ่งกีดขวางหรือแอ่ง เช่น canyon น้ำตก ป่าไม้ อาจทำระบบให้เปลหย่อนขึ้นลงเพิ่ม
📍เรื่องเงื่อนและจุดยึดโยง
📍 เงื่อนพื้นฐานที่ต้องรู้คือ Water knot, Alpine Butterfly knot, Double Fisherman, Figure 8 stopper knot, Figure 8 on a bight, Figure 8 follow through, Prusik Hitch, Munter Hitch
📍 การทำจุดยึดโยง Anchor แบ่งเป็น
📍 Single Point Anchor เช่น Tensionless (no knot), Wrap 3 Pull 2, 3 Bight, Redundant Wrap 2 pull 1
📍 Multi Point Anchor เช่น 2-Point Self Equalizing, Load Sharing
📍 การเลือกมุมองศา Critical Angle ไม่ควรเกิน 90 องศา ยิ่งแคบ น้ำหนักของ Load จะยิ่งน้อย เช่น ถ้า Load 100 kg ดึงมุม 45 องศา เชือกแต่ละข้างจะดึงน้ำหนัก 54 kg แต่ถ้าดึงมุม 145 องศา เชือกแต่ละข้างจะดึงน้ำหนัก 166 kg
⬆️⬇️ การทำระบบปล่อยลงและขึ้น
🔹 ตำแหน่งหน้าที่ที่ต้องมีคือ Incident Command (IC), Safety, Main, Belay, Edge และ Rescuer
🔹 Main Line ใช้ระบบพื้นฐาน RPM (Rack Pulley Mariner) ปล่อยลง Lowering ด้วย Brake Bar Rack จะมี Edge Man คอยช่วยเหลือที่ขอบเหว
🔹 ในการดึงขึ้น จะใช้ Mariner แล้วจับเชือก Main ด้วย Prusik ต่อกับ Pulley ดึงขึ้นด้วยระบบ 3:1 Mechanical Advantage เรียกว่า Z-rig หรือ Z-drag
🔹 หากต้องเปลี่ยนระบบกลางอากาศ เช่นเปลติดกิ่งไม้ ไปต่อไม่ได้ ต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำหนักจาก Brake Bar Rack ไปที่ Mariner (เพราะ Bar Rack ลงได้อย่างเดียว) ต้องมีระบบ Belay เพื่อป้องกันกรณีระบบ Main line มีปัญหา
🧗🏻♀️🪂 การโรยตัวและปีนเชือก
🧡 นักกู้ภัยต้องไม่เป็นภาระ แม้งาน Rope Rescue จะเน้นการใช้ระบบเชือกช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ แต่หากเกิดปัญหา นักกู้ภัยต้องสามารถโรยตัวและปีนเชือกได้
🧡 ในการโรยตัว อาจใช้อุปกรณ์ Rescue 8 หรือ Brake Car Rack เอาเชือกพันเพื่อเพิ่มแรงต้าน (ห้ามปล่อยมือจากเชือก) หรือใช้อุปกรณ์ทันสมัย เช่น Descender RIG และ ID (อาจปล่อยมือได้ ขึ้นอยู่กับรุ่น)
🧡 ในการปีนเชือก ต้องใช้ Hand Ascender, Chest Croll และ Foot Loop เพื่อเกาะเชือก ให้ยืดแขน ยืน แล้วค่อยนั่ง หากต้องเปลี่ยนจากการปีนเป็นโรยตัวขณะที่อยู่กลางอากาศ ต้องเปลี่ยนไปใช้ Descender แล้วปลด Croll ออก จากนั้นเก็บ Ascender แล้วโรยตัวลง สำหรับการปีน ควรมี Belay line เพื่อป้องกันการตก ใช้ Back up device เช่น Prusik หรือ ASAP Lock Fall Arrest เป็นต้น






🤕 การยึดตรึงผู้บาดเจ็บและเปล
🤕 ใน Patient Packaging ควรใช้ Patient Harness และยึดด้วย Webbing กับ Basket แต่หากไม่มีก็สามารถทำ Harness จาก Webbing ได้ โดยมัดที่เหนืออก เอว เข่า ข้อเท้า
🤕 จากนั้นต้องทำระบบยึดเชือก Main และ Belay line กับ Basket ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าจะดึงขึ้นในแบบ Steep Angle (ดึงเปลที่หัว)หรือ High Angle (ดึงให้เปลลอยอยู่กึ่งกลาง)
❤️ สรุป ❤️
งานเชือกคือพื้นฐานของงานกู้ภัย งานกู้ภัยกับงานกู้ชีพเป็นสิ่งที่หลีกหนีกันไม่พ้น งานกู้ภัยโดยใช้เชือกเป็นทักษะที่ต้องใช้ความชำนาญสูง ไม่สามารถทำแทนได้ หากทีมกู้ชีพที่ไปออกเหตมีความรู้ในด้านนี้ ก็จะสามารถให้การรักษาที่จำเป็นแก่ผู้บาดเจ็บอย่างรวดเร็วได้
⚠️ หมายเหตุ ⚠️
⚠️ เนื่องจากแอดมินไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการกู้ภัยโดยใช้เชือก เรียนคอร์สนี้ด้วยความสนใจล้วนๆ ข้อมูลทุกอย่างอ้างอิงจากหนังสือ Technical Rope Rescue ของ Rescue 3 หากมีข้อมูลใดที่ผิดพลาด ต้องขออภัยด้วยค่ะ
⚠️ สถาบันที่สอนการกู้ภัยโดยใช้เชือกมีมากมาย หลากหลายมาตรฐานและแนวคิด ดังนั้นอาจมีความแตกต่างขึ้นอยู่กับว่าเรียนจากสถาบันไหน
Reference
– Technical Rope Rescue: Technician Level. Rescue 3 International. 2012.

Leave a comment