
❤️ Wilderness Mediciness คือการดูแลรักษาผู้ป่วยในที่ๆ กันดารและห่างไกล (Hostile Environment) มีทรัพยากรที่จำกัด (Limited Resource) มีความจำเป็นต้องประยุกต์สิ่งที่มีอยู่มาทำเป็นอุปกรณ์ทางการแพทย์ (Improvisation) และใช้ระยะเวลานานในการเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บไปสู่การรักษา (Delayed Access to Medical Care) เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนต่อ Fellowship ของ Emergency Medicine
🗻 ยกตัวอย่างเช่น นักปีนเขาไปปีนเอเวอร์เรส มีอาการเหนื่อย ซึม ไม่รู้สึกตัว ณ ความสูง 16,000 feet สงสัยภาวะสมองบวมจากการอยู่ที่สูง (High Altitude Cerebral Edema) เป็นภาวะฉุกเฉิน ต้องเคลื่อนย้ายผู้ป่วยทันทีด้วยเฮลิคอปเตอร์ ผู้ช่วยเหลือมีแค่ 3 คน ได้แก่ลูกหาบเชอร์ปา เพื่อนของผู้ป่วย และท่าน ตอนนั้นเป็นเวลาค่ำ หิมะตก กว่าจะติดต่อเฮลิคอปเตอร์และนักบินก็ใช้เวลาเกือบค่อนวัน ท่านต้องอยู่กับผู้ป่วยเป็นชั่วโมง ไม่มีอุปกรณ์ทางการแพทย์ มีแค่ 3 คนบนภูเขาหิมะ ท่านต้องประยุกต์ของที่มีอยู่ ต้องดูแล เคลื่อนย้าย และวางแผนการเดินทางให้แก่ผู้ป่วยคนนั้น
🏃🏻🛶🚁 อย่างในไทย ก็เช่นในจังหวัดแม่ฮ่องสอนที่มีชายแดนติดเมียนมา ชาวดอยบนเขาที่อยู่ห่างไกลป่วยเป็นปอดอักเสบแบบรุนแรง หายใจเหนื่อยหอบ ซึม ตาลอย มี 3 วิธีในการเดินทางให้เลือกคือ เดินเท้าแล้วไปขึ้นรถ ใช้เวลา 8 ชั่วโมง, เดินเท้าแล้วไปขึ้นเรือ ใช้เวลา 4 ชั่วโมง กับใช้เฮลิคอปเตอร์ (ซึ่งขึ้นอยู่กับสภาพอากาศอีก) ใช้เวลา 2 ชั่วโมง เราควรดูแลผู้ป่วยอย่างไรหากไม่มีอุปกรณ์ ไม่มีใครให้ขอความช่วยเหลือ และอยู่ตัวคนเดียว (ในหนังสือกล่าวไว้ว่า You are on your own. No one to call. No one to help. You just have to do the best you can with whatever limited resources you have.)
🌳 หรือถ้าให้เห็นภาพมากกว่านี้ นักวิ่งระดับชาติ Trail Marathon ไปวิ่งที่เขาใหญ่แล้วเกิดภาวะลมแดด หรือ Heat Stroke บนยอดเขา รถเข้าไม่ได้ ต้องเดินเท้าเท่านั้น ติดต่อกันผ่านวิทยุ ควรดูแลผู้ป่วยและลำเลียงอย่างเหมาะสมอย่างไร
🌊 Wilderness Medicine ไม่จำเป็นต้องอยู่ในป่าเขาเสมอไป ตัวอย่างใกล้ตัวเช่น ช่วงน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 แม้จะในเมือง แต่น้ำท่วมสูง (Hostile Environment) การเดินทางลำบาก ใช้เวลานานมากกว่า 3 ชั่วโมง รถพยาบาลไม่สามารถเข้าถึงได้ ต้องใช้เรือ (Delayed Access to Medical Care) ไม่มีอุปกรณ์ที่เพียงพอ (Limited Resource) ต้องประยุกต์ของใช้ในบ้านเพื่อช่วยเหลือตัวเอง
🤔 จะเห็นได้ว่า ใน Wilderness Medicine เราไม่สามารถทำให้ตรงตาม Guideline ได้ทุกอย่าง เนื่องจากข้อจำกัดทางทรัพยากร เช่น คนไข้ตกเขา ปวดต้นคอ เดินได้ ไม่ชา ไม่อ่อนแรง แต่ไปอยู่ในหุบเขาที่ต้องใช้เวลา 5 ชั่วโมงในการเดินทางไปโรงพยาบาล ไม่มี Long Spinal Board ไม่มี Cervical Collar ลองจินตนาการดู ถ้าตัดสินใจประคองศีรษะ ยกเคลื่อนย้ายด้วยเปล มีคนยกแค่ 3 คน อาจเสียเวลา 15 ชั่วโมงในการลำเลียง ซึ่งจะเป็นอันตรายต่อทั้งผู้บาดเจ็บและผู้ช่วยเหลือ ดังนั้น การให้ผู้ป่วยเดินเองจะเหมาะสมกว่า
‼️ มีข้อแม้ว่า ถ้าอยู่ในสถานการณ์ปกติ ผู้ช่วยเหลือมีความพร้อม มีอุปกรณ์ที่ได้มาตรฐาน ก็ใช้สิ่งที่มีอยู่ เช่น อุบัติเหตุรถชนบนถนนใจกลางกรุง กรณีนี้ ก็ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ทฤษฏี Wilderness Medicine เราก็ดูแลผู้บาดเจ็บตามหลัก PHTLS เหมือนปกติ ทำตามมาตรฐานวิชาชีพในระดับที่ดีที่สุดในสถานการณ์นั้นๆ ภายใต้ความสามารถและข้อจำกัดตามภาวะ วิสัย และพฤติการณ์ที่มีอยู่
สำหรับหลักสูตร Wilderness Medicine มีอยู่ 6 คอร์สได้แก่
– Wilderness First Aid (WFA) เรียน 2 วัน หรือ 16 ชั่วโมง
– Wilderness Advanced First Aid (WAFA) เรียน 4 วัน หรือ 36-40 ชั่วโมง
– Bridge (WAFA to WFR) เรียน 4 วัน หรือ 36-40 ชั่วโมง
– Wilderness First Responder (WFR) เรียน 8 วัน หรือ 70 ชั่วโมง
– Wilderness EMS Upgrade เรียน 5 วัน หรือ 45 ชั่วโมง
– Wilderness Advanced Life Support (WALS) เรียน 4 วัน หรือ 36 ชั่วโมง
สามารถเรียนในเมืองไทยได้เพราะมี Instructor ชาวไทยด้วย
หรือไปเรียนที่อเมริกาก็ได้
https://www.wildmed.com/course-type/wilderness-advanced-life-support/
❤️ สรุป ❤️
สิ่งที่ชอบใน Wilderness Medicine คือ บุคลากรทางการแพทย์สามารถให้การรักษาอย่างเหมาะสมต่อสถานการณ์นั้นๆ แม้สถานที่นั้นจะไม่ใช่ในโรงพยาบาลหรือบนรถพยาบาลก็ตาม สามารถนำหลักการมาปรับให้ปฏิบัติได้จริง และคำนึงเสมอว่า บางครั้งการทำสิ่งที่ถูกต้องที่สุดในทางการแพทย์อาจเกิดผลเสียต่อผู้บาดเจ็บก็เป็นได้
The heart of wilderness medicine is improvisation. One must utilize whatever supplies or materials are on hand and depend heavily on common sense.
Reference
– Wilderness and Rescue Medicine (Handbook) A Practical Guide for the Basic and Advanced Practitioner 5th Edition. Jeffrey E. Issac, PA-C and David E. Johnson.
– A Comprehensive Guide to Wilderness & Travel Medicine. Eric A. Weiss.
– Wilderness Medical Society. A Practice Guidelines for Wilderness Emergency Care. 5th Edition. William W. Forgey.

Leave a comment