สิ่งที่ DIY ได้

📌 แผนที่ขนาดใหญ่ที่มีเส้นแบ่งการจราจรและตึก แผ่นที่ใช้อยู่ราคา 450 บาท (ขายพร้อมรถและสัญญาณจราจรด้วย) ถ้าไม่สะดวก สามารถปริ๊นแผนที่ใน Google Maps มาใช้แทนได้เหมือนกัน

📌 รถของเล่น เช่น รถพยาบาล ตำรวจ ดับเพลิง รถยนต์ รถจักรยานยนต์ รถสารเคมี รถนักข่าว รถทหาร เฮลิคอปเตอร์ เครื่องบิน รถขุดเจาะ หาซื้อได้ตามร้านขายของ 20 บาท ราคาประมาณ 20-100 บาทต่อชุด

📌 อุปกรณ์การจราจร เช่น กรวย ไม้กั้น สัญญาณจราจร

📌 แผ่นกระดาษตุ๊กตาระบุข้อมูลผู้ป่วย วาดรูปให้เห็นภาพ ใส่บาดแผลเข้าไป เช่นโดนมีดแทง แขนขาดขาขาด เลือดนองปริมาณมาก ถ้าวาดไม่เป็นก็ปริ๊นรูปจากอินเตอร์เน็ทได้ ใส่ Vital Signs spO2 GCS เพื่อประกอบการ Triage

📌 ไม้ไอติมตัดเป็นชิ้นแทนทรัพยากร เพราะต้องการให้จัดการเหตุภายใต้ทรัพยากรที่ไม่พียงพอ เช่น ไม้ไอติมสีฟ้าแทน Bag Mask Ventilation (แอมบู) หากรถพยาบาลไปออกเหตุ จะให้มีแค่คันละ 1-2 ชิ้นเท่านั้น ถ้าใช้ไปแล้วถือว่าของหมด นอกจากนี้ ควรกำหนดระยะเวลาของการทำหัตถการด้วย เช่นใส่ท่อช่วยหายใจใช้เวลา 5 นาที (ในระหว่าง 5 นาทีนี้ห้ามทำกิจกรรมอื่น) ถ้าคนที่มีกำลังทรัพย์ ก็สามารถ DIY อุปกรณ์ให้มีความเสมือนจริง เช่นใช้ตุ๊กตาคนทาสีแดงตามแขนขา เอากระดาษลังมาทำ Spinal Board หรือปริ้นรูปท่อช่วยหายใจมาแปะใส่กระดาษแข็งเป็นต้น

📌 แผ่น Post It แปะบอกสถานที่ เช่นโรงพยาบาล ห้าง เป็นต้น สามารถแปะรายละเอียดของการรักษาได้เช่นกัน

📌 กระดานจดรายละเอียดสถานการณ์ เช่น White Board เพื่อจดจำนวนคน เวลาที่ผู้บาดเจ็บเข้าและออก การนำส่งโรงพยาบาลปลายทาง เป็นต้น

ป.ล. ควรซื้อของเล่น MCI ตามทุนทรัพย์ที่มีนะ เราไม่ต้องซื้อทุกอย่างก็ได้ สิ่งที่สำคัญคือต้องให้ผู้เล่นเห็นภาพและเข้าใจเหตุการณ์ทั้งหมด

🤔 ทำไมต้องซ้อมแผน MCI ?

🤔 เพราะแม้คุณจะเพิ่งจบใหม่ คุณก็สามารถไปเป็นบุคลากรทางการแพทย์เพียงคนเดียวในเหตุอุบัติภัยหมู่และกลายเป็นคนที่ต้องตัดสินใจหลักได้ หน้าที่นี้รวมถึง แพทย์ พยาบาล Paramedic AEMT EMT EMR

🤔 สถานการณ์ MCI จำเป็นต้องได้รับการจัดการอย่างรวดเร็วที่สุด ไม่สามารถรอได้

🤔 การตัดสินใจของหน้างานชี้เป็นชี้ตายผู้บาดเจ็บได้ (ยิ่งตัดสินใจช้า ยิ่งทำให้ความเสียหายลุกลามมากขึ้น)

สิ่งที่จำเป็นต้องรู้ใน MCI

✅ ทุกคนต้องรู้หน้าที่ของตัวเอง

✅ การคัดแยกผู้บาดเจ็บ Triage

✅ การรักษาขั้นพื้นฐาน Basic Life-Saving Procedures (Resuscitation)

✅ การบริหารจัดการเหตุ Scene Organization

✅ การบริหารจัดการโรงพยาบาล Hospital Organization

⚠️ การซ้อมแผน MCI ทำได้ทั้งแบบปฏิบัติจริง (Practical Field Exercise) และแบบสมมุติ (Table Top Exercise) มีข้อดีข้อเสียดังนี้

⚠️ ซ้อมแบบปฏิบัติจริง Practical Field Exercise

⚠️ งานจัดยิ่งใหญ่ คนที่ได้ซ้อมจริงมีจำนวนน้อย ส่วนที่เหลือจะเป็นผู้ชม ได้เห็นข้อผิดพลาดที่จะเกิดขึ้นในสถานการณ์จริง เช่น อุปกรณ์สื่อสารชำรุดและมีการสื่อสารที่ผิดพลาด ข้อเสียคือเมื่อการซ้อมสิ้นสุดลง ผู้เล่นจะมีคำถามว่าตกลงสิ่งที่ทำไปเหมาะสมหรือไม่ เพราะมักไม่ได้รับการเฉลยจากผู้จัดการซ้อม ผู้เล่นทุกคนจะไม่เห็นภาพรวมของการซ้อม จะรู้แต่จุดที่ตัวเองมีส่วนร่วม อีกหนึ่งข้อเสียคือ การซ้อมปฏิบัติมักเป็นการสมมุติว่าได้ทำหัตถการนั้นๆ การทำหัตถการจึงรวดเร็วมาก (เช่นสำหรับการใส่ท่อช่วยหายใจ ไม่ได้เตรียมของหรือใส่ท่อจริง แค่แปะเทปไว้ที่ใบหน้าผู้ป่วย) และอาจไม่ได้ใช้ทรัพยากรที่จำกัดจริง (เช่นมีผู้บาดเจ็บต้องใส่ท่อช่วยหายใจ 4 ราย แต่มีท่อช่วยหายใจจำนวน 2 ชิ้นเท่านั้น) ในหนังสือจึงแนะนำว่า “Never perform any exercise without real time and real consumption of resources”

⚠️ ซ้อมแบบสมมุติ Table Top Exercise

⚠️ ราคาถูกกว่า ค่าใช้จ่ายถูกกว่า เล่นซ้ำได้หลายรอบ ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมและเห็นภาพรวมทั้งหมดได้ มีเวลาสำหรับการอธิบายและติชม ข้อเสียคือไม่ได้ทำหัตถการจริง ผู้ป่วยจำลองจะเป็นแผ่นกระดาษที่เขียนรายละเอียดการบาดเจ็บอยู่ จึงต้องใช้จินตนาการสูงกว่าการซ้อมแบบปฏิบัติ นอกจากนี้ เนื่องจากเป็นสถานการณ์สมมุติ ไม่ได้ลงมือทำหัตถการจริง ผู้เล่นจะไม่ค่อยรู้สึกถึงความกดดันด้านเวลาและทรัพยากร

❤️ สรุป ❤️

บุคลากรทางการแพทย์ที่ทำงานด้านฉุกเฉินควรมีความรู้ด้านอุบัติภัยหมู่เป็นอย่างดี ควรมีการซักซ้อมทั้งแบบ Field Exercise และ Table Top Exercise สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการตัดสินใจ หรือ The ability to make decision ต้องรู้จักใช้ทรัพยากรอย่างเหมาะสมและคุ้มค่า มีการบริหารจัดการสถานการณ์ให้ลื่นไหล และให้การรักษาตามความเร่งด่วนและเท่าที่จำเป็นตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

Reference

– Medical Response to Major Incidents and Disasters. A Practical Guide for All Medical Staff. Chapter 18 Education and Training. Page 379-398.

Leave a comment

Recent posts

Quote of the week

“Trust your training, but listen to your intuition. Both are essential in wilderness medicine.”

~A Simplified Solo Traveller