



บนรถ Ambulance ของประเทศสวีเดน มี “อุปกรณ์” อะไรอยู่บ้าง?
รถทุกคันจะมีอุปกรณ์เหมือนกันหมด ยกเว้น doctor car ซึ่งจะมีอย่างอื่น เช่น PRC, Plasma, ยา airway เช่น rocuronium, propofol เป็นต้น ก่อนเริ่มเวรทุกครั้ง เจ้าหน้าที่จะต้องเช็คอุปกรณ์ให้เรียบร้อย มีอยู่ทั้งหมด 6 กระเป๋า
1. Basic มี Stethoscope, manual BP, Automatic Temp, เครื่อง DTX, เครื่อง Lactate, อุปกรณ์เปิด IV, เข็ม, medicut, syringe, ที่เก็บเข็ม, EZIO, 50%glucose, nitroglycerine sublingual spray, Aspirin 100 mg, NSS 100 ml และกระเป๋ายา ที่มี Adrenaline 0.1 mg/ml & 1 mg/ml, Fentanyl, Alfentanil, Morphine, Furosemide, Flumazenil, Naloxone, Ketamine, Midazolam, Amiodarone, Atropine, Ondansetron, Transamine, Diclofenac, Heparin



2. Adult Airway มี ETT, LMA, stylet, สายและขวด Suction, เครื่อง Suction แบบพกพา, Capnography, Thoracocentesis Needle
3. ถัง Oxygen ที่มีกระเป๋าใส่อุปกรณ์พ่นยา เช่น Ventolin & Budesonide มีถัง O2 ทั้งหมด 3 ถังเล็ก 1 ถังใหญ่ติดรถ
4. Ped Airway อุปกรณ์เหมือนผู้ใหญ่ มีทุกไซส์เหมือนกัน
5. Trauma มีอุปกรณ์ Occlusive Adhesive Dressing for Open Chest wound (แปะอย่างเดียว ไม่ต้องทำ 3-side Dressing แล้วว), เฝือกอ่อน, Pneumatic splint, rigid suction, Philadelphia Hard Collar, Pelvic Binder แบบเชือก, Tourniquet


6. Portable EKG 12 Leads ซึ่งทำเป็น Tele-medicine สามารถส่งต่อข้อมูล EKG ให้กับโรงพยาบาล ถ้ามีเคสที่สงสัย STEMI ก็สามารถส่งปรึกษา cardiologist ได้ ข้อมูลระหว่าง transfer ก็ลิ้งกับทางรพ
ที่ชอบที่สุดคือ EKG lead เป็น wireless ไม่รุงรัง แล้ว lead เชื่อมกันเป็นเส้นเดียวแล้วติดเรียงไปเรื่อยๆ


7. MCI มีใบคัดแยกสี Triage, ear muff, หน้ากากกันแก๊สน้ำตา, ไฟฉายกำลังสูงติดรถ, เสื้อแจ็คเก้ตและกางเกงสีเหลืองเรืองแสง, หมวก MCI สีเขียวของ medical commander & chief medical operation
8. Lucas Automated Chest Compression
9. Stryker Stair Chair
10. Europe Stretcher Allfa 20G
11. Scoop stretcher




ภายในรถมี เก้าอี้ 2 ตัวที่มีเข็มขัด และ 1 เตียง มีเก้าอี้แค่ไหน นั่งแค่นั้น มากสุดคือ 5 คนรวมผู้ป่วย ถ้าคนเกิน ก็จะโดนขับไล่ออกจากรถ และจะมีระบบ hydrolic ที่ช่วยยก stretcher ขึ้น มีปุ่มกดยกขึ้นลง ไม่ต้องใช้แรงคนใดๆ ส่วน Stair Chair จะมีระบบช่วยเวลาลงขึ้นหรือลงบันไดที่หน้าแบบล้อรถถัง เรียกว่า Stair TREAD system จึงไม่ต้องใช้แรงยก ลดอาการเจ็บปวดหลังของผู้ใช้งาน ส่วน Stretcher เป็นเข็มขัดนิรภัย ไม่ได้ใช้สายล็อคตัวผู้ตัวเมีย ดังนั้นจึงใช้งานง่ายมาก
นอกจากนี้ ยังมี อุปกรณ์สื่อสารแบบ headphone ซึ่งสามารถโทรไปหาโรงพยาบาลได้เลย มีสมุด Triage & Management, มีแป้นที่ควบคุมแสงสว่าง แสงสว่าง แสงสลัวยามกลางคืน อุณหภูมิ ภายในรถ, และภายในรถจะเป็นระเบียบมาก เพราะรถถูกออกแบบมาให้มีช่องที่สามารถใส่อุปกรณ์ได้อย่างมิดชิด เป็นตู้ที่เอาไว้เก็บของ เช่นผ้าห่ม และน้ำให้ผู้ป่วย
ในส่วนของที่นั่งคนขับ นั่ง Volvo & Benz สวยๆ ทุกคันมีระบบ GPS นำทาง ซึ่งมีแป้นควบคุมไซเรน แสงสว่าง ไฟฉุกเฉินได้ (จะเปิดไซเรนเฉพาะเคส Priority 1 หรือ 2 เท่านั้น) บนหน้าจอนี้เริศมากตรงที่ ข้อมูลจะลิ้งกับศูนย์สั่งการ ดังนั้นเมื่อวิทยุส่วนตัวของเจ้าหน้าที่ได้ข้อความว่ามี mission เมื่อพวกเขาถึงรถ จะต้องกดตรงแป้นว่า ถึงรถแล้ว จะกดปุ่มนี้ตามเวลา เช่น เมื่อถึง scene, เมื่อออกจาก scene, เมื่อถึงโรงพยาบาล เป็นต้น เราก็จะได้ activation time, response time, scene time, hospital arrival time (แต่ที่ไทยใช้ระบบ manual 555) นอกจากนี้ ตรงแป้นนี้สามารถดูประวัติเพิ่มเติมของ mission ได้ โดยจะรายงานเป็น pattern SBAR (situation background assessment recommendation) มีไมโครโฟนหลังพวงมาลัยรถที่คนคับเอื้อมถึงและติดต่อกับศูนย์สั่งการได้ และมีโทรศัพท์สำหรับที่นั่งข้างคนขับด้วย มีที่วางมือถือ smartphone





รถพยาบาลที่นี่ไม่จำกัดความเร็ว สามารถวิ่งได้เร็วกว่า 80 km/hr และสามารถทำหัตถการบนรถแอมได้ เพราะมี safety ที่ดี รถแข็งแรงและอุบัติเหตุน้อยมาก (โดยส่วนตัวคิดว่ายังไม่เหมาะกับไทย เพราะบางครั้งรถแอมก็ไม่ได้มาตรฐานหมดและอุบัติเราเยอะกว่าเค้ามาก ที่นี่ mca แทบจะไม่มี)ในเคส Priority 1 เคสระดับนี้ต้องไปให้ถึงเร็วที่สุด ก็จะเปิดไฟและไซเรน (แต่ถ้าถนนว่างก็จะไม่เปิดกัน ใช้เฉพาะกรณีรถติด หรือรถไม่หลีกให้) กดคันเร่งรัวๆ ไป ส่วน Priority 2 จะไม่เร่งรีบมาก สามารถให้ผู้ป่วยรอได้นานถึง 2 ชั่วโมง ก็จะเปิดไฟได้อย่างเดียว แต่ถ้าระหว่างรอแล้วคนไข้แย่ลง ก็เปลี่ยน priority ได้ ทาง dispatch center จะคอยเช็คเป็นระยะ ความจริงรถที่นี่ก็ไม่ค่อยหลบรถแอมกัน เค้าให้เหตุผลว่ามันไม่มีแนวทางชัดเจนว่ารถควรขยับไปทางไหน 555 บางทีคันนึงก็หลบซ้าย คันนึงก็หลบขวา
On Scene Care
ที่นี่ให้ความสำคัญกับความปวดมากกกกกก ถ้าเคสไหนที่สงสัย fracture และผู้ป่วยเจ็บมาก เค้าจะฉีดยาแก้ปวดให้เลยก่อน move เช่นฉีด alfentanil หรือ morphine บางครั้งก็จะฉีด ketamine ให้ด้วยซ้ำ และจะค่อยๆ ฉีดระหว่างทางถ้าผู้ป่วยยังเจ็บอยู่
เคสที่เจ็บอก ก็จะทำ EKG ที่ scene ก่อน เพราะถ้าสงสัย STEMI ก็จะ consult Cardiologist แล้วส่งตรงไปที่ Cath lab เลยทันที แต่ถ้าไม่ใช่ STEMI ก็จะเข้า ER ที่ Sahlgrenska University ก่อน หรือเคสที่มี EKG ผิดปกติ ก็สามารถส่งปรึกษา cardiologist murse เพื่อเปรียบเทียบ EKG กับอันเดิมได้ เพราะระบบมันเชื่อมกันหมด ที่นี่เค้าไม่ใช้ระบบ HN เค้าใช้เลขประจำตัวประชาชน ดังนั้นประวัติจะเรียกขึ้นดูง่ายสุดๆ (แต่ไม่ได้ลิ้งกันทั้งประเทศ น่าจะแค่ในเมือง Gothenburg เฉยๆ)
เคสที่ดูไม่มีปัญหามาก ไม่ควรไปอีอา เค้าก็จะคุยให้ไปเจอกับ GP แทน และโทรนัด GP ให้ และประชากรเค้ามีคนแก่ที่ซึมเศร้าเยอะ บางครั้งก็โทรมาด้วยเหนื่อย ใจสั่น แต่ความจริงแค่เหงาและอยากให้คนมาคุยด้วย 555 เสียเวลากับเคสนี้ไป 1 ชั่วโมง 45 นาที ที่นี่เค้าให้ความสำคัญกับที่ Scene มากกกกกก และใช้เวลานานมากกกกกก กว่าจะส่งคนไข้ไปที่โรงพยาบาล ถ้าอยู่ที่ scene นานมากกว่าประมาณชั่วโมงนึง ทาง dispatch center ก็จะโทรมาเพื่อเช็คว่ามีปัญหาอะไรหรือเปล่าด้วย




การพาคนไข้มาโรงพยาบาลง่ายมาก ตึกสูงจะมีลิฟท์และบันได ถ้าไม่มีลิฟท์ก็จะมีอุปกรณ์ที่ช่วยคนแก่ขึ้นลงบันได เป็นมอเตอร์ขยับได้เอง และเค้ามีอุปกรณ์ตัวช่วยเยอะ มีแค่ 2 คนก็เอาอยู่
เมื่อมาถึงที่โรงพยาบาล ถ้าใช้อุปกรณ์ใดไป ก็หยิบเติมได้ในห้องเก็บของ หยิบได้ตามสะดวก เพราะรถทุกรุ่นใช้ของแบบเดียวกัน และทุกคันขึ้นตรงกับ Sahlgrenska University หยิบเอง ไม่ต้องไปขอจากอีอา ถ้าใช้ยาไป ก็ต้องเซ็นหนังสือว่าเอายาออกไปกี่ vial ไม่มีคนคอยเช็ค ที่นี่เค้าไว้ใจกันจริงๆ
เมื่อรับเคส เค้าจะเขียนประวัติในเอกสาร ซึ่งเอกสารนี้จะใช้รวมกันกับอีอา ใช้ใบเดียว จะมีส่วน pre-hospital และ hospital ที่ด้านหลังสุด จะมีส่วนที่หมอเขียนรวม problem list, diagnosis, management ด้วย แต่ถ้าขึ้นวอร์ดแล้วก็จะใช้อีกอัน ข้อมูลทุกอย่างต้องมี progress ในคอมด้วย และบางที หมอก็จะอัดเสียงประวัติของเคสด้วย
#บนรถแอม #ambulance #sweden #ems #emergencymedicalservice #emergencymedicine #gothenburg




Leave a comment